บทที่ 9 กลัวความมืด
ไม่รู้ว่าทุกอย่างเกิดขึ้นรวดเร็วเกินไป หรือบอดีการ์ดที่ทำหน้าที่คุมงาน นั้นมาช้า จึงต้องเป็นกลุ่มเพื่อนของแสงเหนือเอง ที่อดรนทนรอต่อไปไม่ไหว ขึ้นไปแยกเพื่อนของตัวเองออกจากหญิงสาว ไม่ต่างกับที่เพื่อนสนิททั้งสองคนของเพลงขิมก็ตัดสินใจขึ้นไปพาเธอออกมาด้วยเช่นกัน แต่ใช่ว่าทั้งคู่จะยอมหยุดดี ๆ ข้างบนเวทีตอนนี้ชุลมุนวุ่นวายไม่น้อยเลย
เพียงไม่กี่วินาทีหลังจากหลายคนกรูกันขึ้นไป พ่อของแสงเหนือก็มาพร้อมกับบอดีการ์ดจำนวนหนึ่ง พวกเขารีบทำหน้าที่ขึ้นไปเอาตัวแสงเหนือลงมาตามคำสั่งของคุณคณิณ และพาเขาไปสงบสติอารมณ์ภายในตัวบ้าน
คุณหญิงบุษบาที่ยืนตัวชาทำอะไรไม่ถูกเช่นเดียวกับราเชนทร์นั้น ก็ได้สติรีบขึ้นไปกล่าวขอโทษแขกเหรื่อ อธิบายในสิ่งที่พอจะอธิบายได้และถือเป็นการปิดงานไปในตัว ก่อนที่ทุกอย่างจะสงบลง ภายในสวนที่จัดงานไม่เหลือผู้คนที่มาร่วมพิธีอีก
“คุณจ้างการ์ดที่ไหนมา ทำไมถึงมาช้าจนเรื่องราวบานปลายขนาดนี้คะ” คุณหญิงบุษบาปาดเหงื่อบนใบหน้า เธอถอนหายใจอย่างเหนื่อยอ่อนและก็โล่งใจในคราวเดียวกันที่เรื่องวุ่นวายทุกอย่างมันจบลงแล้ว
“หัวหน้าการ์ดแจ้งมาว่าตาเหนือน่ะสิ ไปสั่งให้พวกเขาคุมแค่บริเวณหน้าบ้านก็พอ แล้วดูบ้านเราสิคุณกว้างใหญ่ขนาดนี้ กว่าพวกการ์ดจะวิ่งมาถึงสวนนี่ได้ก็ใช้เวลาอยู่”
“อย่างนี้ก็แสดงว่าตาเหนือคิดมาก่อนล่วงหน้า แล้วตั้งใจสร้างเรื่องเลยน่ะสิ”
“ดูแล้วก็คงจะอย่างนั้น” คณิณตอบพร้อมมือที่นวดขมับถี่ ๆ
“เฮ้อ! ฉันล่ะสงสารหนูขิมจริง ๆ รู้สึกผิดกับเธอมากเลย คงต้องขอโทษเธอกับราเชนทร์เป็นการใหญ่เสียแล้ว”
“แล้วนี่หนูขิมอยู่ไหน อยู่ในบ้านเราหรือเปล่า” คณิณเอ่ยถามภรรยาของตนด้วยสีหน้าเป็นห่วงลูกสะใภ้ไม่ต่างกัน
“ตาเหนืออยู่ในบ้าน ถ้าหนูขิมอยู่ที่นั่นด้วยตอนนี้ก็บ้านแตกแล้วคุณ ฉันมัวแต่กล่าวขอโทษแขกเหรื่อน่ะ เห็นแว็บ ๆ ว่าราเชนทร์ดึงตัวเธอออกไป คงจะพาเธอกลับบ้านไปแล้วล่ะ”
“งั้นเราเข้าบ้านกันเถอะ รอให้ลูกสร่างเมาเสียก่อน ผมจะต้องให้ตาเหนือรับผิดชอบอะไรกับเรื่องนี้สักอย่างให้ได้”
“ค่ะคุณ”
@มหาวิทยาลัย
ไม่กี่วันต่อมาในขณะที่เพลงขิมเลิกเรียนคลาสช่วงบ่าย เนื่องจากวันนี้มีงานเก็บคะแนนชิ้นใหญ่ แถมอาจารย์ยังปล่อยช้าเป็นพิเศษ ความเร่งรีบทำให้เธอแยกตัวออกจากเพื่อนทันที เพื่อจะไปทำงานพาร์ตไทม์ของเธอให้ทันเวลา
แต่ระหว่างที่เธอกำลังจ้ำอ้าวอย่างเร่งรีบนั้นก็ต้องสะดุดลง เพราะกลุ่มผู้หญิงสี่คนที่ขวางหน้าเธออยู่ ไม่ว่าเธอจะเบี่ยงตัวหลบไปทางไหน คนกลุ่มนั้นก็ขยับตามไปขวางหน้าเธออย่างเอาเรื่องทุกครั้ง
สุดท้ายเพลงขิมจึงเลิกต่อต้าน เธอหยุดยืนนิ่ง ๆ มองคนที่อยู่ตรงหน้าเพราะรู้ตัวแล้วว่าตนเองกำลังจะเผชิญกับอะไร
หลังจากวันนั้นเรื่องราวการหมั้นหมายของเธอกับแสงเหนือก็ดังกระฉ่อน จนเธอที่ไม่เคยมีตัวตนก็ถูกคนเข้ามาหา เข้ามาทักทาย และกลายเป็นที่รู้จักไปทั่วทั้งมหาวิทยาลัยทันที
ส่วนผู้หญิงตรงหน้าเธอนั้นก็คือม่านไหม หญิงสาวที่คั่วอยู่กับแสงเหนือ เธอเป็นที่รู้จักของใครหลายคนมาก่อน ก็เพราะคนเหล่านั้นคิดว่าม่านไหมคือตัวจริงของเสือร้ายคนนี้
ม่านไหมเป็นดาวคณะการตลาดปีที่สี่ และแอบชอบชายหนุ่มมาเนิ่นนาน รู้ดีว่าแสงเหนือนั้นเป็นผู้ชายที่ชอบฟันแล้วทิ้ง ได้แล้วก็เลิก เธอจึงใช้ความสวยที่มีนั้นเข้าหาเขา อ่อยเขา แต่ไม่ถึงขั้นยอมมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับเขา ทั้งหมดก็เพราะไม่อยากถูกเขาทิ้ง แสงเหนือที่ยอมเล่นด้วยเพราะไม่ชอบบังคับขืนใจใคร เขาชอบเซ็กซ์ที่สนุกและมีความสุขร่วมกัน ม่านไหมจึงได้อยู่เคียงข้างเขานานกว่าผู้หญิงคนอื่น ใครหลายคนจึงคิดไปเช่นนั้น มีแค่ตัวม่านไหมเองที่รู้ว่าแสงเหนือนั้นไม่ได้รักหรือชอบตนเลย เขาเพียงแค่รอวันที่ได้ฟันเธอก็เท่านั้นเอง แล้ววันหนึ่งกลับมีคู่หมั้นของเขามาปรากฏ มันก็ยิ่งเฉียดว่าแผนการสร้างความใกล้ชิดเรื่อย ๆ ของเธอคงจะพังลงไม่ช้าก็เร็ว
“พวกมึงลากมันไปห้องน้ำเก่าหลังตึกเร็ว ๆ”
คำสั่งร้ายกาจออกจากปากสวยแต่นิสัยเลวร้ายของม่านไหม เพื่อนเธออีกสามคนลากตัวเพลงขิมไปห้องน้ำเก่า ที่ไม่มีคนใช้งานแล้วบริเวณหลังตึก ภายในระยะเวลาไม่นานเท่าไรนัก ด้วยความที่เพลงขิมนั้นมีเพียงตัวคนเดียว ถึงเธอจะสู้แค่ไหนก็ไม่พอที่จะหยุดคนพวกนั้นได้อยู่ดี และกว่าจะลากมาถึงนั้น เธอก็ยับเยินจากการยื้อยุดกันพอสมควร
“นี่พวกพี่ต้องการอะไร” เพลงขิมถามด้วยอาการหอบเหนื่อย และโกรธเคือง
“เป็นคู่หมั้นแสงเหนือยังไงกัน ฉันไม่เห็นว่าเขาจะสนใจไยดีเธอสักนิด”
“งั้นพี่ก็ไม่เห็นต้องใส่ใจอะไรนี่ หรือกลัวว่าวันหนึ่งจะสู้ฉันไม่ได้อย่างนั้นหรือเปล่า”
เพลงขิมตั้งใจแขวะกลับด้วยความไม่ยอม เป็นผลให้หญิงสาวอย่างม่านไหมนั้นแสดงอาการเกรี้ยวกราดออกมา แต่เพียงไม่นานเหมือนคิดอะไรได้ขึ้นมา มือบางก็เริ่มกอดอกแล้วแสยะยิ้มท้าทายเพลงขิมต่อ
“ทุกคนไม่ได้ไปงานหมั้นนี่นา รู้ไหมว่าวันนั้นเกิดเรื่องอะไรขึ้นบ้าง”
“มีอะไรเด็ด ๆ งั้นเหรอ” เพื่อนของม่านไหมทั้งสามคนถามขึ้นมาแทบจะพร้อมกันอย่างใคร่รู้
“ใช่น่ะสิ แสงเหนือน่ะเล่นขึ้นเวทีไปประกาศออกไมค์เลยเชียวนะ ว่าคู่หมั้นที่ได้มาก็เพราะแผนการจับผัวรวย ๆ ของพ่อยัยนี่ไง น่าสมเพช!! ถูกพ่อเอามาเร่ขาย”
เพี๊ยะ!
“อย่ามาว่าพ่อฉัน!!”
“กรี๊ดดด นังเพลงขิม!! จับมันขังห้องน้ำให้กูเดี๋ยวนี้”
ม่านไหมที่โดนตบเข้าใบหน้าสวยฉาดใหญ่ โกรธจัดจนสั่งให้เพื่อนทั้งสามคนของเธอล็อกตัวเพลงขิมเข้าไปขังไว้ในห้องน้ำ และหาไม้จากพงหญ้าแถวนั้นไปขัดประตูเอาไว้ ไม่ให้เธอเปิดออกมาได้
ความหึงหวงในตัวชายหนุ่มพ่วงกับความโกรธที่โดนตบอย่างแรง ทำให้เธอพาเพื่อนทุกคนออกจากตรงนั้นทันที ตั้งใจทิ้งเพลงขิมเอาไว้ ทั้งที่รู้ว่าบริเวณนี้ไม่มีใครผ่านมาช่วยเธอแน่ แถมกระเป๋าที่มีโทรศัพท์มือถือของเธอนั้นก็หล่นอยู่หน้าห้องน้ำ ตั้งแต่ตอนที่ยื้อยุดกันไปมาด้วย
เสียงหัวเราะเยาะเย้ยจากภายนอกค่อย ๆ ห่างไกลออกไป เพลงขิมใจวูบแกว่งไปชั่วขณะ เมื่อรู้สึกว่าหญิงสาวกลุ่มนั้นคงจะทิ้งเธอไว้ได้ลงคอจริง ๆ
ประตูเก่า ๆ ของห้องน้ำถูกเธอทุบอย่างแรงหลายที พร้อมกับเสียงที่ตะโกนขอความช่วยเหลือ เผื่อว่าจะมีใครสักคนผ่านมาได้ยินเข้า แต่ยิ่งทุบเธอก็ยิ่งอ่อนแรงลงเรื่อย ๆ จนกระทั่งความมืดเริ่มคืบคลานเข้ามา เพลงขิมนั่งลงกับพื้นกอดตัวเองร้องไห้ด้วยความรู้สึกหวั่นไหว จิตใจที่เคยเข้มแข็งแปรเปลี่ยนเป็นความกลัว
เพลงขิมไม่ชอบความมืด!!
เธอไม่ชอบอยู่คนเดียวในที่มืด ยังไม่เท่ากับการถูกขังไว้คนเดียวในที่มืดแบบนี้ สิ่งนี้ทำให้เธอกลัวจนสุดขีด!!
ภาพในหัวฉายวนเวียนถึงสาเหตุของความกลัว ในอดีตเธอเคยถูกแม่บังเกิดเกล้าของตนเองขังเอาไว้ในบ้านคนเดียวทั้งที่เธอยังเล็กนัก เพียงเพราะสบโอกาสที่สามีไม่อยู่บ้านเพื่อจะแอบออกไปหาชู้ แม่ของเธอหายไปตั้งแต่ช่วงบ่ายยันมืดค่ำก็ยังไม่กลับมา ไม่รู้ว่าแม่ของเธอลืมไปหรือเปล่าว่าเธอไม่สามารถหาข้าวกินเองได้ ที่พอจะทำได้ก็เพียงแค่หยิบนมกล่องในตู้เย็นมาประทังความหิวเท่านั้น และลืมไปอีกหรือเปล่าว่าเธอยังสูงไม่พอที่จะเอื้อมมือเปิดไฟในบ้านได้ด้วยซ้ำ กว่าพ่อของเธอจะเลิกงานจนกลับบ้านมาเจอเข้า เธอก็ร้องไห้จนเหนื่อยและผล็อยหลับไปเสียแล้ว มันจึงเป็นสาเหตุที่ทำให้เธอฝังใจไม่ชอบความมืดในเวลาที่อยู่คนเดียว นับมาตั้งแต่นั้น
“ฮือออ ขิมกลัว ใครก็ได้พาขิมออกไปที”
